10 อันดับ ของฝากไทย สู่จีน

10 อันดับ ของฝากไทย สู่จีน

เทศกาลปีใหม่ที่มีวันหยุดยาวต่อกันหลายวัน เป็นเทศกาลแห่งการท่องเที่ยว และเป็นช่วงที่คนจีนจำนวนมากวางแผนเดินทางมาท่องเที่ยวยังต่างประเทศ และ ประเทศไทย ก็เป็นประเทศหนึ่งที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับต้นๆ ของนักท่องเที่ยวชาวจีน เรามาดูกันว่า ของฝากไทย ที่คนจีนนิยมกันมีอะไรบ้าง?

ไม่ว่าจะด้วยความที่ ประเทศไทย เป็นดินแดนที่ชาวจีนบอกว่าเป็น “ประเทศแห่งรอยยิ้ม” คนไทยก็ค่อนข้างมีน้ำใจ มีมิตรภาพ อีกทั้งราคาค่าท่องเที่ยวและสินค้า อาหารที่ถูกแสนถูก เพราะค่าครองชีพที่ค่อนข้างต่ำสำหรับชาวจีน สถานที่ท่องเที่ยวที่มีความหลากหลาย รวมถึงวิวทิวทัศน์ที่สวยงามของเมืองไทย ความแปลกใหม่ในอารยธรรม ประเพณีไทย ที่เป็นที่สนใจ รวมไปถึงอาหารการกิน ของฝาก เครื่องประดับ เครื่องสำอาง โดยเฉพาะคุณภาพที่ดีมากจนเป็นที่ลือกันในหมู่ชาวจีน ถึงความมั่นใจในสินค้าไทย

เรามาสรุปจาก เว็บไซต์ชาวจีน ที่กล่าวว่าเป็นของที่ต้องซื้อเวลาเดินทางมาที่ไทย ซึ่งของเหล่านั้นที่นักท่องเที่ยวชาวจีนจะต้องฝากซื้อ หรือซื้อฝากเพื่อนฝูงมิตรสหายกัน จนมีลิสต์ยาวเป็นหางว่าว อันดับ 1 ก็คือ “บะหมี่มาม่า” ซึ่งรสยอดนิยมคือ “รสต้มยำกุ้ง” ที่แสนอร่อย เสียแต่ว่าให้ปริมาณน้อยไปหน่อย ทำให้เวลาจะกินต้องกินถึง 2 ห่อ ซึ่งเครื่องปรุงมีในซอง 2 ซองเล็ก อีกทั้งราคาก็ถูกแสนถูก ห่อหนึ่งเพียงแค่ประมาณ 1 หยวน (ประมาณ 5 บาท)

มาม่า
มาม่าต้มยำกุ้ง

อันดับ 2 คือ “ยาหม่องตราถ้วยทอง” เป็นแบรนด์เก่าแก่ของคนไทยที่ยาวนานกว่า 70 ปี จนเป็นที่ยอมรับของชาวไทย แต่คนจีนส่วนมากกลับจะชอบซื้อเป็นยาหม่องที่เป็นสีเขียว

อันดับ 3 คือ “ชาไทยตรามือ” เมื่อกล่าวถึงชาไทยแล้วนั้น คนจำนวนมากจึงมักจะรู้จักในแบรนด์ของชาตรามือ แตกต่างจากชาจีน ซึ่งชานี้จะทั้งหอมและก็ยังเข้มข้น ทั้งสามารถชงเป็นชานมแบบไทย เติมนมและน้ำแข็งจะยิ่งน่าดื่มมากยิ่งขึ้น

อันดับ 4 คือ “ยากันยุงซอฟเฟล” คนจีนมักจะแพ้ยุง พอถูกยุงกัดปุ๊บก็จะทั้งบวมและแดง ยากันยุงจึงเป็นของที่คนจีนชอบซื้อ นอกจากพ่นเสร็จ ยุงก็จะไม่กล้ามาตอมอีก ว่ากันว่ามีประสิทธิภาพค่อนข้างดี มีกลิ่มหอม ใช้ได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ราคาก็ไม่แพง

อันดับ 5 คือ “แป้งตรางู” คนจีนหลายคนบอกว่า หลังจากได้ใช้ครั้งแรกแล้วก็มักจะติดใจ ไม่ว่าจะเป็นกลิ่นกุหลาบที่หอม ทาหลังอาบน้ำทำให้สบายตัว อีกทั้งเวลามีเหงื่อก็จะรู้สึกเย็นสบาย มีมากมายหลายกลิ่นให้เลือกใช้ ราคาก็ไม่แพง

อันดับที่ 6 คือ “บิวตี้บุฟเฟต์” แบรนด์เครื่องสำอางนี้ดังในหมู่คนจีนมาก มีขายในเว็บเถาเป่าของจีน โลชั่นทาผิวกลิ่นน้ำนมหอมหวาน เวลาบีบออกมาเป็นน้ำ ทาแล้วก็ไม่เหนียวเหนอะหนะ ซึมเข้าผิวได้อย่างรวดเร็ว

อันดับที่ 7 คือ “กระเป๋านารายา” (Naraya) บางครั้งเรียกว่า “กระเป๋ากรุงเทพ” หากไปซื้อที่ร้านนารายาตามห้าง บางแห่งคนจะค่อนข้างมากคนต้องต่อคิวยาว กระเป๋าที่ทั้งสวยและราคาถูก พนักงานก็พูดภาษาจีนได้ เปิดเพลงจีน จนทำให้คิดว่ายังอยู่ในประเทศจีนด้วยซ้ำไป

อันดับ 8 คือ “กาแฟเขาช่อง” ที่เป็นแบรนด์เก่าแก่ของไทย มีขายกันทั่วไป ราคาก็ไม่แพง มีทั้งที่เป็นกาแฟสำเร็จรูป แบบธรรมดา และแบบทรีอินวัน มีรสดั้งเดิม รสมอคค่า ลาเต้ อิตาเลี่ยน คาปูชิโน ดื่มแล้วรู้สึกสดชื่น

อันดับ 9 คือ “หมอนยางพารา” เป็นผลิตภัณฑ์เลื่องชื่อของชาวไทย เวลาซื้อก็แนะนำให้ซื้อที่เป็นยางพารา 100 % มีหลากหลายแบรนด์ให้เลือกซื้อ

mistine
สินค้า mistine

อันดับ 10 คือ “ลิปสติกมิสทีนเปลี่ยนสี พิงค์เมจิกสตอร์เบอร์รี่” เวลาทาปุ๊บออกสีชมพูสวยทันที มันแบบใสๆ มีประกายเล็กๆ ให้ปากเรียวฉ่ำ เนื้อลื่น หอมหวานมาก ราคาก็ไม่แพง

ไม่ว่าจะเป็นของที่ต้องซื้อ หรือของที่อยากซื้อ สรุปกันว่า “สินค้าไทย” ก็ติดอยู่ในใจของคนจีนด้วยกันมากมาย ด้วยคุณภาพที่ดี ราคาที่ไม่แพง จับต้องได้ และไม่ใช่มีเพียงไม่กี่แบรด์เท่านั้น แต่ยังมีของอื่นๆ อีกมากมาย ที่กล่าวมานี้เป็นเพียงที่มีการเขียนแนะนำในเว็บไซต์ชาวจีนกันเท่านั้น

ขอให้ “สินค้าไทยขายดี การท่องเที่ยวไทยเติบโต” ต้อนรับปีใหม่ 2561 สวัสดีปีใหม่ผู้อ่านทุกท่าน.
………………………………………
คอลัมน์ : ฝ่ากำแพงเมืองจีน
โดย “อ.ดร.ศิริเพ็ชร ทฤษณาวดี”
คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

การทำ SEO 2561 (SEO Trends 2018) ตอนที่ 3

การทำ SEO 2561 (SEO Trends 2018)

ตอนที่ 3 by @goople

จากบทความใน 2 ตอนที่ผ่านมา เป็น 10 หัวข้อหลักที่จะเอามาใช้ในการทำ SEO Trends 2018 นี้แล้ว ตอนนี้ ขอเก็บตกอีกเล็กๆ น้อยๆ อีกสักนิด.. เพื่อให้รู้ว่า ในปี 2561 นี้เราจะทำ SEO กันอย่างไร?

Voice Search พลังแห่งเสียง

บอกเลยว่า ปีนี้ การค้นหาด้วยระบบเสียง จะมาแรงสุดๆ ดูได้จาก อุปกรณ์ IOT ที่ออกมาตีตลาดในปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็น Alexa จาก Amazon, Google Home หรือ xiaomi ที่ทางฝั่งจีน ที่ทำออกมาในตลาดอย่างมากๆ ซึ่งเมื่อผลิตภัณฑ์ ทาง IOT ที่สั่งงานได้ด้วยเสียงทยอยตบเท้ากันออกมากขนาดนี้ อันดับผลการค้นหา ก็ต้องเริ่มเปลี่ยนไปแล้ว เป็นระบบจัดการด้วยเสียง ทั้งหมด.. ซึ่งแน่นอนว่า อันนี้ เป็น SEO Trends ในปี 2018 ที่เราควรรับรู้ไว้ เพียงแต่.. มันอาจจะยังไม่เกิดขึ้นในประเทศไทย อาจจะเป็นในเรื่องของภาษา และอีกหลายๆ ปัจจัย ที่ทำให้ การทำ SEO ของคนไทย คงไม่ได้เกี่ยวกับเสียงมากนัก.. ซึ่งเราก็ต้องจับตารอดูอีกที

xiaomi iot
xiaomi smart home

Keywords สำคัญยิ่ง..

ในการทำ SEO ไม่ว่าจะปีไหน เกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรไป สิ่งหนึ่งที่ไม่เปลี่ยนเลย คือ คำค้นหา (Keywords) เรื่องนี้ เป็นสิ่งที่ทำสำคัญมากกกกกกกก (ก.ไก่ ล้านตัว) เพราะถ้าเราเลือก keywords ที่ดี ตรงกลุ่มเป้าหมาย ใช่ในสิ่งที่เป็น และ คู่แข่งน้อย โอกาสทำ SEO ของเราให้ติดอันดับก็จะทำได้ง่ายมากขึ้น

keywords search
keywords serach

เช่น จากบทความนี้ ถ้าเปิ้ลจะเขียนบทความแล้วใช้คำว่า “SEO Trends 2018” เปิ้ลจะต้องแข่งขันกับ คนทั่วโลกที่เขียนบทความนี้ และจะมีคู่แข่งมากถึง 382,000 เว็บเลยทีเดียว ซึ่งถามว่า มีคู่แข่งแค่ 382,000 ทำได้ไหม? ตอบเลยว่า ไม่ยากเท่าไร แต่ถ้าเราเลือกคำใหม่ เป็นคำว่า “SEO 2561” ซึ่งได้ใน 2 ความหมายคือ 1. กลุ่มเป้าหมายเราเป็นคนไทยที่เข้ามาอ่าน เราใช้ปี พ.ศ. แทน ค.ศ. แค่นี้ก็ลดคู่แข่งไปได้เยอะแล้ว และ 2. “SEO 2561” เป็นคำเฉพาะ.. หรือ แทบจะเรียกได้ว่า ไม่มีใครใช้คำนี้กันเลยทีเดียว 55+  เพราะฉะนั้น จึงตอบโจทย์ ได้ทั้งกลุ่มคนที่ต้องการอ่าน และคนที่ต้องการจะทำ SEO ได้อย่างง่ายดาย โดยไม่เปลื้องแรงขยี้ ^^

seo trends 2018
seo 2561

นี่ เป็นแค่ตัวอย่างและแนวคิดที่ใช้ในการทำ ด้วยอาศัยหลักการ การเลือกใช้ Keywords ซึ่งเราสามารถประยุกต์ได้กับสินค้าของเราทุกประเภทกันเลยทีเดียว (ถ้ามีเวลาจะมาเขียนเรือง keywords ให้น้า)

สรุป… จริงๆ แล้ว SEO ไม่ใช่เทคนิคเพียงอย่างเดียว แต่มันต้องประกอบด้วย แนวคิดทางการตลาด และเทคนิคการทำ ผสมผสานเป็นศาตสร์เดียวกัน.. จึงจะทำให้ SEO ประสบสำเร็จได้อย่างง่ายดาย .. ว่าแล้วก็ ลงมือทำ เตรียมพร้อมรับปี 2561 กันเหอะ

seo 2561
SEO Trends 2018

ป.ล. ฝากแชร์ infographic กันด้วยนะคะ

การทำ SEO 2561 (SEO Trends 2018) ตอนที่ 2

การทำ SEO 2561 (SEO Trends 2018)

ตอนที่ 2 by @goople

ภาคต่อจากคราวก่อน ที่ว่าไปด้วยเรื่อง การทำ seo ปี 2018 ไป 5 ข้อแหละ วันนี้มาต่ออีกสัก 5 ข้อล่ะกัน..

  • Social media คือ Backlink ชั้นยอด

เราอยู่ในยุคที่ปฎิเสธไม่ได้เลยว่า social media มีความสำคัญมากในชีวิตประจำวัน เพราะใช้ทั้งติดต่อ สื่อสาร แบ่งปัน และเสพความอยากรู้ในเรื่องต่างๆ ที่เกิดรอบตัว และนี่เองก็ถือเป็น เรื่องที่ google ให้ความสนใจเป็นอย่างมาก มากถึงขนาดทำ social media ของตัวเอง อย่าง google+ แต่ก็ไม่ได้รับความนิยมเท่าที่ควร จึงมีหลายคนตั้งข้อสังเกตว่า ถ้าอยากขึ้นอันดับในผลการค้นหา จงใช้ google+ เป็นตัวช่วย และจากการทดลองทำ มันก็ได้ผลที่ดีขึ้นจริงๆ แต่ไม่เพียง google+ เท่านั้น product ทุกตัวของ google ที่ link กลับไปหายังเว็บที่ทำ seo ทั้งหมด จะส่งผลดีทั้งหมดเลยย.. หลายคนอาจสงสัยว่า แล้วถ้า backlink ของเราเป็น facebook หรือ social media อื่นๆ ที่ไม่ใช่ google ล่ะ จะดีไหม? บอกได้เลยว่า ดีแน่นอนคะ แต่คะแนนในการจัดอันดับ อาจจะไม่ดีเท่า product ของ google เองเท่านั้นคะ

social media
social media with seo
  • Hosting & domain ทรัพย์สินล้ำค่า

หลายคนทำ seo ทุกวิธีทาง มาหมดแล้ว แต่ดันลืมดู ปัจจัยง่ายๆ หรือมันก็คือ ที่ตั้งบ้านของเรา จริงๆ เว็บไซต์ก็เปรียบเหมือน ตัวบ้าน แต่บ้านที่ดี ก็ควรมี ทำเล ที่ดีด้วยเช่นกัน มันถึงจะมีคนแวะเวียนมาหาอยู่เรื่อยๆ ดังนั้นการเลือก hosting จึงเป็นสิ่งสำคัญอีกสิ่งหนึ่งที่ไม่ควรมองข้าม เช่น host ที่ล่มบ่อย หรือ อยู่ห่างไกล (อยู่เมืองนอก แต่ลูกค้าเป็นคนไทย) พวกนี้ ก็ยังส่งผลในการทำ seo ในปี 2018 นี้ อยู่ดี ก็บอกว่า พื้นฐานน่ะ.. สำคัญ!… แล้ว domain มีผลอย่างไร? ชื่อบ้าน บอกความเป็นตัวบ้าน สร้าง branding ให้คนรับรู้และจดจำ ยิ่งชื่อสวย จำง่าย คนเข้าเยอะ ดีอยู่แล้วในการทำ seo เลยจ้า

host&domain
Hosting domain
  • Ux/ui นี่แหละที่ฉันต้องการ

UX คือ User eXperience และ UI คือ User Interface ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ UX  มันคือ สิ่งที่คนใช้อยากเดินทางอะไรในเว็บไซต์ของเรา? เมื่อเรากำหนดกลุ่มเป้าหมายได้แล้ว ในการออกแบบเว็บไซต์ ก็ควรดู ตำแหน่งการวางผังบ้านของเราให้ดีด้วยเช่นกัน ไม่ใช่มี บันไดอยู่ที่หน้าประตูบ้าน หรือ ประตูหน้า-หลังตรงกันเป๊ะ อันนี้ ไม่ดีแน่ๆ ในทางฮวงจุ้ย..  เว็บไซต์ก็เช่นกัน เราควรใส่ใจในเรื่องของ ux/ui ให้มาก ให้เวลาที่ลูกค้าเขาเข้ามาแล้วรู้ว่า ถ้าต้องการจะดูอันนี้ จะคลิกไปที่ไหนต่อ? ลูกค้า ต้องการอะไร? อันนี้ ส่งผลดีต่อการทำ seo 2018 ยังไง? .. ส่งผลในแง่ เวลาที่ ลูกค้า เข้ามาใช้งานอยู่ในเว็บเรา นานขึ้น มี interact กับเรามากขึ้น Bounce Rate ต่ำ.. google ก็จะมองว่า นี่เป็นเว็บที่ดีนี่หน่า.. ok อันดับคุณดีขึ้นไปนะ 55+ ประมาณนั้น

ux-ui
ux-ui with seo
  • Amp เทคโนโลยีแรงๆ ที่ต้องมี

amp คือ Accelerated Mobile Pages เป็นวิธีที่ใช้สร้างหน้าเว็บที่ใช้ทรัพยากรน้อยและโหลดได้รวดเร็ว ตอบรับกับในยุคมือถือ และคนใจร้อน! เอาง่ายๆ ตอนนี้ใครมีโครงการจะปรับปรุงเว็บ หรือสร้างใหม่ ลองให้ programmer ของคุณศึกษาและใช้ amp ในการพัฒนากันดูนะคะ มันส่งผลดีในระบบ gg แน่นอน เพราะมัน support ในเรื่องของ mobile friendly ตาม seo trends 2018 ในข้อแรกเลยนั่นเอง.. ศึกษาเพิ่มที่ https://www.ampproject.org/learn/overview/

AMP
Google AMP
  • Digital marketing tools ที่ไม่ควรละเลยย..

จากประสบการณ์ในการทำ seo ให้กับผู้ประกอบการหลายๆ ราย พบว่า หลายคนหวังพึ่ง seo เพียงอย่างเดียวในการทำการตลาดออนไลน์ เพราะเห็นว่า ไม่ต้องลงทุนซื้อ ads และหวังว่า มันจะติดอันดับไปยาวๆ โดยไม่มีวันร่วง! จึงอยากจะบอกว่า ถึงแม้คุณตะทำ seo อย่างเดียว แต่เทคนิคที่จะทำให้ติด seo ได้ง่ายและเร็วขึ้น คือ การใช้ digital marketing อื่นๆ เข้ามาช่วยด้วย ไม่ว่าจะเป็นการซื้อโฆษณาในแบบต่างๆ การใช้ blogger ในการสร้าง brand หรือจะใช้ line และ email ต่างๆ ในการให้ลูกค้า เข้ามาเยี่ยมอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ .. จงระลึกไว้เสมอว่า “การทำ Digital Marketing ต้องใช้ การตลาดนำ แล้วจึงคิดถึงเทคโนโลยีตาม”

digital marketing
digital marketing with seo

SEO อาจเป็น เครื่องมือนำทางที่ทำให้ คนค้นหาและมาเจอเว็บเราในครั้งแรก แต่ถ้าเรามีการทำ digital marketing อืนๆ เสริม ลูกค้าก็จะเข้ามาอย่างต่อเนื่อง และอันดับที่มีอยู่ก็จะไม่ถูกโค่นล้มได้อย่างง่ายๆ .. จึงเป็นวิธีการทำ seo แบบยั่งยืนและไม่มีวันตาย..

นี่เป็น 10 ข้อหลัก ที่คิดว่า จะสามารถใช้ได้ดีในการทำ seo ในปี 2561 หรือ 2018 นี้ นะคะ..
แต่เดี๋ยวก่อนนนนนน…. จากตอนแรกตั้งใจเขียนแค่ 8 ข้อ  ไหงมันงอกออกมาเรื่อยๆ ก็ไม่รู้นะ 55 คือจะบอกว่า คิดต่อไปอีก รอตอน SEO Trends 2018 ตอนที่ 3 นะจ๊ะ
ป.ล. ฝาก share บทความนี้ ไปยัง facebook ของทุกท่านกันด้วยนะคะ ^^

การทำ SEO 2561 (SEO Trends 2018)

การทำ SEO ในปี 2561 ( SEO Trends 2018 )
ตอนที่ 1 by goople
“SEO กำลังจะตาย”
ในช่วง หลายปีมานี้ ได้ยินคำนี้  SEO กำลังจะตาย ไม่ต่ำกว่า ร้อยหน.. จนมีบางคน แอบเป็นห่วง เราว่า อนาคต อาชีพรับจ้างทำ seo จะมีอยู่อีกไหม? SEO Trends 2018
Seo ไม่ใช่จะตาย.. แต่การทำ seo มันจะทำยากขึ้น หรือถึงขั้น ทำแล้ว ไม่ติดอันดับเลยก็เป็นไปได้ สิ่งที่นัก seo ควรปรับตัว เพื่อรับมือให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงในปี 2018 นี้  งั้นเรามาดูกันว่า SEO Trends 2018 นี่ เราควรจะทำอะไรกันดีบ้าง? (บทความนี้เกิดการประสบการณ์ล้วนๆ สามารถแลกเปลี่ยนความเห็นกันได้นะคะ)
  • Moblie friendly อันนี้เป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงกันมาหลายปีล่ะ และยังคงมีผลต่อเนื่องไปในปี 2018 นี้ด้วย เช่นกัน ลองถามตัวเองซิว่า “อะไรคือสิ่งแรกที่เราจับ และเป็นสิ่งสุดท้ายที่เราวาง” ในแต่ละวัน เราจะพบว่า มือถือกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของเราไปแล้ว google เล็งเห็นการเติบโต ของคนใช้มือถือมาหลายปีมาก และค่อยๆ ปรับ algorithm ให้สอดคล้องกับการใช้งานบนมือถือที่มีมากขึ้น จนมีการปรับ algorithm ใหญ่ ในปี 2015 ที่เรียกว่า “mobilegeddon” ดังนั้น ใครอยากติดอันดับใน google ด้วย seo จงต้องทำเว็บให้ support mobile ด้วยเสมอนะเอออ…

what-is-mobilegeddon

mobile seo  seo trends
  • Security จากกระแส การถูกโจมตีด้วย wanna cry เมื่อปีนี้ ทำให้ ทาง google ต้องปรับ algorithm ในการจัดอันดับโดยดูในเรื่องของความปลอดภัยในเว็บไซต์เป็นหลัก ทำให้ trends seo ในปี 2018 นี้ ยังขาดเรื่องนี้ไปไม่ได้เลย แต่ google ไม่ได้เพิ่งใส่ใจเรื่องของ security ตอนเกิด wanna cry นะ เขาเล็งเห็นเรื่องนี้มานานแล้วตั้งแต่ปี 2014 และประกาศให้อันดับเว็บที่มี ssl แล้วขึ้นอันดับได้ง่ายมากขึ้น ใครที่สงสัยว่า เว็บไซต์เราไม่ได้ทำ ecommerce ต้องซื้อ ssl ไหม? บอกเลยซื้อเหอะ.. เพราะที่ทำมาเห็นผลทุกราย ถ้าคุณยังอยากให้เว็บติดอันดับ seo! จงทำซะ..
ssl-seo-ranking
ssl-seo-ranking
  • Sandbox ยังมีอยู่จริง… คุณเคยประสบปัญหานี้หรือไม่? เปิดเว็บมาแล้ว แต่ไม่ติดใน google เลย ทั้งๆ ที่มี backlink มากมาย.. คำตอบคือ โดน sandbox เล่นงานแล้วจ้า.. จากการทำ seo ใน 2-3 ปีที่ผ่าน พบว่า เว็บที่เพิ่งเกิดใหม่ หรือทำใหม่ สักติดอันดับ seo ได้ง่ายดายมาก แต่มาในปีนี้ กลับพบว่า เว็บเกิดใหม่ ติดยากขึ้น เหมือน google จับทาง และ block ให้เราอยู่ในหลุมทรายก่อนสักเดือน 2 เดือน ค่อยปล่อยให้เว็บเราได้โลดแล่นในน่านน้ำ internet ได้ ซึ่งแน่นอนว่า มันคงมีผลในปีหน้านี้ด้วยแน่ๆ
google sandbox
google sandbox
  • Content is a king! ชื่อนี้ ยังใช้ได้ดีเสมอ ใน 2-3 ปีที่ผ่านมา เราจะเห็นได้ว่าทหลายๆ คนให้ความสนใจกับการทำ content maketing เป็นอย่างมากกก ถ้าถามว่ามันจริงไหม? ตอบเลย มันใช่มาก! Content ถือเป็นส่วนหนึ่งของการทำ seo แบบ onpage ซึ่ง ระยะหลังมานี่ google ให้ความสำคัญกับเนื้อหาที่มีอยู่ภายในเว็บ เพราะทาง google เล็งเห็นแล้วว่า เนื้อหาที่ดี สมควรได้รับอันดับที่ดีด้วยเช่นกัน แล้วอะไรล่ะ? ที่เรียกว่า มีเนื้อหาที่ดี มันก็คือ เนื้อหาที่เป็นประโยชน์กับคนอ่าน, เนื้อหาที่เป็นที่นิยม คนอยากรู้และสนใจ ฯลฯ ซึ่ง คงต้องไปศึกษาเพิ่มเรื่องนี้กันเองน้า ซึ่งแน่นอนว่า มันยังคงใช้เป็น SEO Trends 2018 นี้เป็นอย่างดี
content marketing
content with seo ranking
  • Onpage & offpage เป็นสิ่งที่ยังต้องรู้ .. ขออธิบายศัพท์กันสักนิด ก่อนเข้าเรื่องนะคะ onpage คือ สิ่งต่างๆ ที่อยู่ภายในเว็บ ที่เราควบคุมได้ เช่น เนื้อหา, โดเมน, โครงสร้างเว็บ เป็นต้น ส่วน offpage คือ link ต่างๆ ที่ส่งมายังเว็บของเรา จากบุคคลอื่น เว็บไซต์อื่น เป็นต้น เมื่อรู้แล้วว่า onpage offpage คืออะไร? แล้วทำไมมันยังจำเป็นต่อการทำ seo ในปี 2018 นี้ด้วยล่ะ.. ก็เพราะว่า มันนคือ พื้นฐานของ seo นะซิ! คิดง่ายๆ ถ้าคุณไม่มีพื้นดิน คุณจะสร้างบ้านได้อย่างไร? เพราะฉะนั้น จงเรียนรู้และเข้าใจมันก่อนจะทำ seo เรื่องต่อๆ ไปนะจ๊ะ โดย google มีทำ seo guideline(webmaster guideline) ไว้แล้ว ให้เราสามารถไป ตามอ่านกันได้ที่ https://support.google.com/webmasters/topic/4598733?hl=th&ref_topic=6001981 นะคะ ในนี้ มีคู่มือสำหรับการปรับแต่งเว็บเบื้องต้นให้รู้เพียบเลยจ้า (update 14/12/2017)
seo onpage offpage
onpage+offpage factor

ส่วนที่เหลือ ติดตามต่อในตอนต่อไปนะคะ ^^

10 อันดับสินค้าขายดี ที่เป็นที่ต้องการของตลาดแดนมังกร

10 อันดับสินค้าขายดี ที่เป็นที่ต้องการของตลาดแดนมังกร

          จากบทความคราวก่อน เรื่อง “สร้างเงิน ออนไลน์ ด้วยการรุกตลาดจีน” ได้บอกถึงความสำคัญไปแล้วว่า ทำไมเราจึงควรนำสินค้าของเราไป บุกตลาดจีน เพราะนอกจากคนจีน มีจำนวนประชากรที่มากที่สุดในโลกแล้ว ยังมีกำลังซื้อที่มากเป็นอันดับต้นๆ ของโลกด้วยเช่นกัน

          ตอนนี้ เลยอยากจะมาแนะนำว่า สินค้าไทยประเภทใดบ้าง ที่เป็นความต้องการของตลาดจีนในปัจจุบัน จากผลการสำรวจของทางบริษัท Baidu ซึ่งเป็น Search Engine อันดับ 1 ของประเทศจีน (google จีนนั่นเอง) บอกเลยว่า สินค้าไทยที่คนจีน นิยมทำการค้นหามากที่สุด มีดังต่อไปนี้

baidu research
Baidu reserch
  1. Latex Pillow (หมอนยางพารา)

สินค้า หมอนยางพารา ที่บอกว่า เป็นอันดับ 1 ของผลการค้นหายอดนิยมของชาวจีน หลายๆ คนคงไม่แปลกใจนัก เพราะเราจะพบเห็นได้เลยว่า ชาวจีน ที่มาท่องเที่ยวในประเทศไทย มักจะมาหาซื้อ หมอนยางพารา กลับไปบ้าน เป็นจำนวนมาก เพราะยางพารา ของไทย ถือเป็นยางพาราคุณภาพดี ที่ราคาไม่แพง ดีต่อสุขภาพ ชาวจีนบางคนที่มา ถึงกลับซื้อ ฟูกเบาะที่นอน ที่เป็นยางพารา แล้วให้ส่งกลับทางเรือ เป็นจำนวนมากกันเลยทีเดียว จึงไม่แปลกใจ ที่ หมอนยางพารา จะขึ้นแท่น ครองแชมป์ เป็นสินค้าไทย ขายดี ที่มีความต้องการสูงมากของชาวจีน

หมอนยางพารา
หมอนยางพารา
  1. Green Herb (ยาเสลดพังพอน)

ยาหม่อง พื้นบ้านที่เรามีติดครัวเรือนกันทุกวันนี่แหละ.. เป็นที่นิยมชมชอบของชาวจีนมากนัก  ด้วยความที่คนไทย กับคนจีน มีสายสัมพันธ์ที่ใกล้ชิด สนิทกันอยู่แล้ว ความชอบจึงมีความคล้ายๆ กันอยู่มาก ซึ่งยาหม่อง พวกยาเสลดพังพอน เหล่านี้ มีกลิ่นและเอกลักษณ์ เฉพาะตัว สามารถสูดดม รักษาแมลง กัดต่อย ได้ผลดีสงัดนัก จึงไม่แปลกใจ ที่ชาวจีน ต้องค้นหาสินค้าประเภท ยาหม่อง นี้กลับไปเป็น ยาสามัญประจำบ้านของตัวเอง

 

  1. L’Oréal (ลอรีอัล)

Brand เครื่องสำอาง ยี่ห้อดัง ลอรีอัล ที่มีผลิตภัณฑ์ออกมา อย่างมากมาย ที่สำคัญคุณภาพดี มาตรฐานระดับโลก ในราคาที่สัมผัสได้ โดยเป็นที่ชื่นชอบ และชื่นชม ในหมู่หนุ่มสาวชาวจีน เป็นจำนวนมาก โดยดูได้จากบูธ ของ King power ที่จะพบว่า คนจีนแย่งกันซื้อ สินค้า ลอรีอัล แบบกวาดยก shelf กันเลยทีเดียว ทั้งนี้ ที่ต้องมาซื้อในประเทศไทย เพราะ สินค้าลอรีอัลที่ขายในประเทศไทยนั้น มีราคาถูกที่สุดในภาคพื้นเอเชีย กันเลยทีเดียว

ดังนั้น คนจีนที่จะเดินทางมาประเทศไทย ต้องซื้อ เครื่องสำอาง ลอรีอัล กลับไปบ้าน เหมือนที่ชาวไทยเราไป โกย etude ที่เกาหลี กลับมากันนั่นเอง..

 

  1. Naraya (ร้านนารายา)

อันนี้ แทบไม่ต้องพูดถึงความขายดิบ ขายดี ของกระเป๋าไทย ที่มีเอกลักษณ์ เป็น กระเป๋าผ้า มีโบว์ ซึ่งราคาถูก ถือ เป็นสินค้าไทย ที่ทำการตลาดได้อย่างดีเยี่ยม โดยใช้กลยุทธ์ “ป่าล้อมเมือง” ที่ทำให้คนต่างชาติ สนใจและซื้อสินค้าของเราก่อน แล้วจึงทำให้คนไทย หันมาซื้อและใช้สินค้าไทยกันเองมากยิ่งขึ้น

ส่วนความ hot ของ brand นารายา นั้น ไม่ต้องบรรยายมาก เพราะร้านนารายา ที่ เซ็นทรัลเวิลด์ นั้น คนจีนแย่งกันไปซื้อ ชนิดว่า ผลิตไม่ทันขายกันเลยทีเดียว ดังนั้น ถ้าใครจะไปเมืองจีน โดยสะพายกระเป๋า นารายา ไปนะคะ.. จะได้รับรู้ถึงความเป็น hi-so ของคนที่โน้นทันทีเลย

 

  1. Snake Medicine (ยาเชอยิวหวัน)

ยาเชอยิวหวัน หรือ น้ำมันตับปลา หลังจากการเปิดประเทศของจีน ทำให้ชาวจีน หลายๆ คนหันมาสนใจ ดูแลสุขภาพ และอาหารการกิน เป็นพิเศษ ทำให้น้ำมันตับปลา กลายเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคชาวจีน กันอย่างล้นหลาม เพราะราคาไม่แพงมาก แถมยังมีสรรพคุณมากมาย ที่ชาวจีนหลายๆ คนต้องซื้อไว้กินเป็นประจำ

 

  1. Kia Tu Tan (ยาเกี่ยทุตัน)

ยาเกี่ยทุตัน หรือ ยาสกัดจากพิษงูเห่า สินค้าตัวนี้ อาจจะไม่คุ้นหูกับคนไทยเราเท่าไรนัก แต่กลับเป็นความต้องการของชาวจีน จำนวนมาก ซึ่งเป็นความเชื่อของคนจีน ที่ว่าพิษของงูเห่านั้น สามารถรักษาโรคได้ และเป็นยาสมุนไพรที่ช่วยในระบบทางเดินหายใจ และสาเหตุของการเกิดโรงมะเร็งได้อีกด้วย คล้ายๆ น้ำมันสนเข็มแดง ที่เกาหลี เช่นกัน

Kia Tu Tan (ยาเกี่ยทุตัน)
Kia Tu Tan (ยาเกี่ยทุตัน)
  1. Local Goods (สินค้าท้องถิ่น)

สินค้าท้องถิ่น ด้วยความที่ไทยเราเป็นประเทศที่มีสินค้าที่มี วัฒนธรรม และสินค้าพื้นเมืองตามแต่ละ ตำบล อำเภอ และจังหวัดมากมาย (otop product) ซึ่งสินค้าพื้นบ้านเหล่านี้แหละ ที่ชาวต่างชาติ (ไม่เฉพาะชาวจีน) มักจะเป็นต้องการอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็น ผ้าขาวม้า, ทุเรียนอบแห้ง, สบู่, น้ำมันหอมระเหย ที่มีกลิ่นเฉพาะแบบไทยๆ ที่มีราคาไม่แพง คุณภาพดี จึงเป็นสินค้า ที่ชาวจีน มักนิยมค้นหาและสั่งซื้ออย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ

 

  1. Snail Cream (ครีมหอยทาก)

ครีมบำรุงผิวที่ทำจาก ครีมหอยทาก ที่เน้นความเนียนนุ่ม และขาวใส ซึ่งสามารถเข้าไปตีตลาดจีนได้อย่างชะงักนัก เพราะสาวๆ ชาวจีน ก็ชอบอะไรคล้ายๆ บ้านเรา และยิ่งรู้ว่า หลายๆ brand มีแหล่งผลิตครีมหอยทาก ในประเทศไทย ทำให้การมาเมืองไทยของชาวจีน จำเป็นต้องกวาด ต้องโกย ครีมหอยทาก ติดไม้ ติดมือกลับไปด้วยเสมอ เพราะจะได้สินค้าจากแหล่งต้นกำเนิดที่แท้จริง

 

  1. Bird’s Nest (รังนก)

รังนก.. อาหารเสริมบำรุงร่างกาย ของชาวจีน มาตั้งแต่ครั้งโบราณ ณ กาล ที่มีรสชาติ หวาน หอม อร่อย ผลิตได้มาก ทางตอนใต้ของไทย รังนกขายดีมากที่ประเทศจีน มีสรรพคุณช่วยบำรุงกำลัง บำรุงปอด และรักษาโรคระบบทางเดินหายใจ นอกจากนี้ยังมีผลการวิจัยของนักวิจัยชาวญี่ปุ่นออกมาว่า รังนกนั้นมีประโยชน์จริง คือสามารถป้องกันและยับยั้งการติดเชื้อไวรัสได้

นอกจากนี้ ชาวจีน ยังมีความเชื่อกันอีกว่า ถ้าเป็นรังนกที่มีสีแดง จะหมายถึง น้ำลายของนก ที่คายออกมาเป็นเลือด ซึ่งจะมีสารอาหารที่เป็นประโยชน์กับร่างกายเป็นอย่างมาก ทำให้ชาวจีน นิยมชมชอบ ในการหาซื้อรังนกปนเลือดมารับประทาน แต่เมื่อทาง เมืองจีน รู้ว่าคนจีนของเขา ชอบกินรังนกปนเลือด จึงมักเติมสี หรือสารปนเปื้อนต่างๆ เพื่อให้รังนกมีสีแดง ซึ่งไม่ใช่ของคุณภาพดีที่ ชาวจีนต้องการจริงๆ ดังนั้นชาวจีน จำนวนมาก จึงอยากได้ รังนกที่เป็นของฟาร์มในประเทศไทย เพราะได้มาตรฐานและคุณภาพที่ดี

 

  1. Herb Basics (ร้านHerb Basics)

ร้านขายสมุนไพรเชียงใหม่ ที่ดังไกลไปถึงเมืองจีน จากกระแสภาพยนตร์เรื่อง “Lost in Thailand” เมื่อหลายปีก่อน ที่ได้เดินทางไปเชียงใหม่ ทำให้ชาวจีนไปเชียงใหม่ เยอะมาก รองจาก การมาเที่ยวกรุงเทพฯ กันเลยทีเดียว และเชียงใหม่เอง ก็เป็นเมืองที่มีเอกลักษณ์ ของความเป็นล้านนา สมุนไพร ไทย แบบต่างๆ ทำให้ ชาวจีนที่มาเยือนถิ่นแดนไทย ถ้าไปเชียงใหม่ต้องไปหาซื้อสมุนไพร ต่างๆ เหล่านี้ด้วยเสมอๆ จึงเป็นอีกหนึ่งสินค้าไทย ที่คนจีนนิยมมาจับจ่ายเป็นของฝากกลับไปด้วยเสมอ

 

จากผลการค้นหาสินค้าไทยยอดนิยมของชาวจีน จะพบว่า สินค้าไทยส่วนใหญ่ที่คนจีน นิยมซื้อนั้น มักจะเลือก สินค้า ที่มีคุณภาพดี เป็นที่ตั้ง ตามด้วย ราคา ที่คนส่วนใหญ่ จับต้องได้ ดังนั้น การไปบุกตลาดจีน จึงไม่ใช่แค่ เอาสินค้าอะไรไปขายก็ได้ แต่สินค้าไทยนั้น ต้องมีคุณภาพดี และมีมาตราฐานด้วยเช่นกัน

ผู้ประกอบการหลายๆ คนอาจจะกังวลว่า แล้วถ้าสินค้าเหล่านี้ มีคนไทยไปบุกตลาดมาเรียบร้อยแล้ว ยังจะมีช่องว่างให้เราเข้าไปทำได้หรือไม่? ตอบได้เลยว่า “จีน” ใหญ่กว่าที่เราคิด ต่อให้มีคนทำตลาดไปแล้ว 10 ราย เราก็ยังมีโอกาสขายได้ และขายดีได้เสมอ เพราะแค่ 1% ของจีน ถ้าเราขายได้ก็รวยแล้วค่ะ

หากสนใจ เรียนรู้เกี่ยวกับการส่งออกออนไลน์ไปตลาดจีน สามารถไปลงทะเบียนได้ที่ http://bit.ly/export-china

สร้างเงินออนไลน์ด้วยการรุกตลาดจีน

สร้างเงินออนไลน์ด้วยการรุกตลาดจีน

          เราเพิ่งจบการเลือกตั้ง ประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาไปหมาดๆ เกิดกระแสต่างๆ มากมาย เพราะนโยบายของทรัมป์ที่เป็นนักธุรกิจ และต้องการให้คนอเมริกา มีเศรษฐกิจที่ดีขึ้น โดยหลายครั้งที่เขาหาเสียงนั้น ได้เปรียบเทียบอเมริกากับประเทศจีนเสมอๆ ก็เพราะจีนเจริญก้าวหน้ามาก และเป็นประเทศที่ใครๆ ก็อยากทำการค้าด้วยแล้วทั้งนั้น!! แล้วไทยเราเองล่ะ.. หันมาจับตลาดจีนกันแล้วหรือยัง?

ถ้าพูดถึง “คนจีน” หลายๆ คนอาจจะส่ายหน้า ทำปากเบ้ และไม่ชอบอย่างมากๆ คงจะเป็นอารมณ์เดียวกับที่หลายๆ คนเจอเพื่อนที่รู้จักมาหลอกสมัคร MLM ประมาณนั้น แต่ถ้าเราลองเปิดหู เปิดตา เปิดใจกันสักนิด จะรู้ได้ว่า ในสิ่งที่ไม่ชอบนั้น มีของดีซ่อนอยู่

โดยในการทำการตลาดทั่วไปนั้น เราต้องมีการเลือก target group ของลูกค้า ลองมาดูกันว่า ทำไมเราต้องรุกไปที่ตลาดจีน ก่อนอื่น อยากจะขอเล่าประวัติความเป็นมาเป็นไปของประเทศจีนก่อนสักนิด เพื่อปูพื้นว่า ทำไมเราต้องมาให้ความสนใจกับคนในประเทศนี้ ทำไมเราต้องเข้าไปค้าขายกับคนจีน

อย่างที่เราทราบกันดีว่า ประเทศจีน มีประชากรมากที่สุดในโลก ซึ่งตอนนี้มีอยู่ประมาณ 1,300 – 1,400 ล้านคน (อันดับ 2 คือ อินเดีย) และในปีนี้ ทางรัฐบาลได้ประกาศออกมาแล้วว่า ให้ 1 ครอบครัวสามารถมีลูกได้ 2 คน จากเดิมที่ให้มีลูกได้ 1 คนเท่านั้น แน่นอนว่า จะทำให้คนจีนมีประชากรเพิ่มขึ้นไปอีกเป็นจำนวนมหาศาล โดย ตลาดจีน ใหญ่มากกก

ส่วนเมืองเศรษฐกิจของจีนนั้น เป็นเมืองที่เราๆ ท่านๆ รู้จักกันดี คือ เซี่ยงไฮ้ ปักกิ่ง เซิ่นเจิ้น ซึ่งทั้ง 3 เมืองนี้ ถือเป็นเมืองที่มีคนต่างชาติ เข้าไปทำธุรกิจเป็นจำนวนมาก มีความเจริญของสถานที่ และการใช้จ่ายค่อนข้างสูง ส่วนเมืองที่ยากจนที่สุดของจีน คือ กุ้ยหยาง เป็นเมืองที่อยู่ของ หวงกว่อซู่ (น้ำตกที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก) เพราะเมืองนี้ เป็นชาวเขาหลายเผ่าอยู่กันอย่างมากมาย เลยพัฒนาไปได้ช้า แต่ก็เป็นเมืองที่เริ่มมีการลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์อย่างมาก เพราะที่ดินราคาถูก และมีโอกาสเติบโตได้

มาดูเมืองเศรษฐกิจของจีน อย่างเซี่ยงไฮ้ กันบ้าง.. เซี่ยงไฮ้ ถึงแม้จะไม่ใช่เมืองหลวง แต่เป็นเมืองท่าที่สำคัญมากของจีน เซี่ยงไฮ้ เริ่มมีชาวต่างชาติเข้ามาทำธุรกิจด้วย ตั้งแต่สมัยซูสีไทเฮา จนเกิดเป็น ตำนานเจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้ ที่หลายๆ ท่านคงเคยได้ดูกัน จริงๆ แล้วเซี่ยงไฮ้ เป็นเมืองที่ไม่มีประวัติอะไรมากมาย แต่ด้วยความเป็นเมืองแห่งการทำธุรกิจนี่เอง ทำให้เซี่ยงไฮ้ มีประชากรอาศัยอยู่ถึง 30-40 ล้านคน เมืองๆ เดียวของจีน เกือบจะครึ่งประเทศของไทยเราแล้ว เริ่มเห็นความน่าสนใจของประเทศจีนกันหรือยังคะ?

ลองมองง่ายๆ ถ้าจีนมีประชากรอยู่ 1,300 ล้านคน และถ้าเรามีสินค้าอยู่ 1 ชิ้น ที่จะนำไปขายที่ประเทศจีน ให้คนจีนได้ใช้สัก 1% ของประชากร คิดซิคะว่า จำนวนเงินมากมายมหาศาลแค่ไหน ที่เราจะได้กำไรกลับมา …

แต่การเข้าไปรุก ตลาดจีน ในสมัยก่อน ทำได้ยากมาก ถึงมากที่สุด ทั้งในเรื่องการปิดประเทศทางกฏหมาย การเมือง เศรษฐกิจ การใช้ภาษาซึ่งเป็นภาษาจีน และการปิดกั้นเทคโนโลยีต่างๆ ทำให้การค้าระหว่างประเทศที่คนไทยเราจะเข้าไปนั้น ลำบากมาก แต่ในปัจจุบันการค้าขายกับคนจีนง่ายขึ้นมาก สิ่งที่ได้พบล่าสุดจากการไปเยี่ยมเยียนที่เซี่ยงไฮ้มาพบว่า คนจีนเรียนรู้เทคโนโลยีได้เร็วมาก เวลาซื้อสินค้าหรือบริการต่างๆ ไม่มีการพกเงินสดกันแล้ว ชำระผ่าน alipay และ wechat กันทั้งนั้น (ถ้าเจอ qr code ที่นี่ จง scan ผ่าน wechat เท่านั้น) และเกือบ 80% ของคนที่นี่ มีการใช้ smartphone ในการทำกิจกรรมต่างๆ ตลอดเวลา ถ้าด้านการสื่อสาร wechat มาเป็นอันดับ 1 ของเมืองจีน ถ้าคนจีนจะซื้อขายของก็ต้อง Tmall แต่ถ้าจะส่งนอกก็ต้อง alibaba, aliexpress ของ jack ma นั่นเอง และแน่นอนว่า ยักษ์ใหญ่เจ้าตลาดออนไลน์ ที่รวมคนใช้ไว้มากที่สุดคือ Baidu

Baidu คือ บริษัท Search Engine อันดับ 2 ของโลก รองจาก google ที่พวกเราใช้กันอยู่นี่เอง ซึ่ง baidu นั้น ไม่ได้มีเพียงแค่ search engine แต่ baidu ยังมีผลิตภัณฑ์อีกมากมาย โดยแยกเป็น app ที่ใช้บน pc หรือ app ที่ใช้บนมือถือ ยอดนิยมก็ได้แก่  Photo wonder, Hao123, Du browser และ Baidu map

 

52

53

โดยล่าสุดทาง baidu ได้ร่วมมือกับทาง การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ในการเปิดใช้งาน baidu map ในประเทศไทย ให้กับคนจีน เพราะนักท่องเที่ยวจีน ถือเป็นนักท่องเที่ยวที่เข้ามาในประเทศไทยสูงสุดในหลายปีที่ผ่านมา การใช้งาน baidu map นี้ เพื่อจะให้คนจีนที่เข้ามาท่องเที่ยวในไทย ได้รู้แหล่งกิน แหล่งเที่ยว ประเพณี และวัฒนธรรม ของไทยผ่านทาง baidu map ซึ่งแน่นอนว่า คนจีนที่มาท่องเที่ยวในไทยนั้น 80% มีการนำ smart phone มาด้วย และ 90% ของ smartphone ที่นำมานั้น มี baidu map ในการใช้งานอยู่แล้ว และนี่ก็เป็นอีกโอกาสที่สำคัญมาก ในธุรกิจท่องเที่ยว ที่เราจะสามารถขายสินค้าให้กับคนจีนที่มาเที่ยวในประเทศไทยได้

และถ้าเราอยากทำตลาดค้าขายกับคนจีน เราก็ต้องเรียนรู้ฟฤติกรรมของคนจีนกันว่า จริงๆ คนจีนชอบอะไร ใช้อะไร และค้นหาอะไรบ้าง

จากผลการศึกษาของ baidu พบว่า คนจีน มักจะค้นหาความบันเทิงต่างๆ เป็นหลัก ซึ่งไม่แตกต่างอะไรกับบ้านเรา แต่สิ่งที่แตกต่างเป็นอย่างมาก ในเรื่องที่เขาเพิ่งเปิดประเทศได้ไม่นาน ทำให้คนในประเทศอยากออกไปเห็นโลกภายนอกว่า แต่ละประเทศมีการพัฒนาและมีสิ่งแปลกๆ ใหม่ๆ อะไรบ้าง จึงทำให้ธุรกิจท่องเที่ยวในจีนเติบโตมากในระยะเวลา หลายสิบปีมานี้ ประเทศไทย ถือเป็นจุดหมายปลายทางในการท่องเที่ยวของคนจีนเลยทีเดียว ซึ่งตั้งแต่ปี 2003 ถึง 2015คนจีนมาเที่ยวในประเทศไทยเพิ่มขึ้น ถึง 300% และในปีที่ผ่านมา และประเทศไทย เป็นจุดมุ่งหมายอันดับ 1 คนการที่คนจีนจะมาเที่ยวในเมืองไทย

54

มีคนจีนมาเที่ยวในไทยมากถึง 120ล้านคนกันเลยทีเดียว ซึ่งในปี 2016 นี้ ก็น่าจะมีคนจีนมาท่องเที่ยวในไทย ประมาณ 150 ล้านคนได้อย่างสบายๆ ซึ่งถ้าขายสินค้าให้กับคนจีน จำเป็นต้องเรียนรู้ก่อนเลยว่า Social Media ทั่วโลกมีอะไร แต่เมื่อเข้าจีน ทุกอย่างต้องเปลี่ยนเป็นจีน ซึ่ง media tools แต่ละอย่าง จะแตกต่างกันออกไป ดังนั้นการตลาดต้องเปลี่ยนไปตาม media ที่เขาใช้กันด้วย

ไม่ใช้ Google แต่มี Baidu

ไม่ใช้ Youtube แต่มี Youku

ไม่ใช้ Facebook แต่มี Weibo

ไม่ใช้ Line แต่มี WeChat

ไม่ใช้ Joox แต่มี Xiami

 

อันนี้ แค่เบื้องต้น ซึ่งใน detail ยังมีอีกเยอะให้เราต้องค้นหาและติดตาม.. และ จากที่เกริ่นนำมาทั้งหมด พอจะเห็นช่องทางการทำกำไรจากคนจีน บ้างหรือยังคะ?

Uplevelgoal

cropped-logo_12.png

บริษัท UpLevelGoal

เราจะโตไปพร้อมกับคุณ!

           หากคุณเป็นคนหนึ่ง ที่อยากจะขายสินค้าในโลกออนไลน์ให้ได้ แต่ไม่รู้จะเริ่มยังไง ทำโฆษณาแบบไหนดี? UpLevelGoal (อัพเลเวลโกล) พร้อมจะให้บริการด้านการตลาดออนไลน์ (online marketing) ไม่ว่าจะเป็น Google AdWords, SEO, Facebook Ads, Youtube หรือ Baidu และเราพร้อมจะเติบโตไปพร้อมกับคุณ ตามเป้าหมายที่คุณวางไว้ เราจะช่วยในการวางแผนการตลาด ตามงบประมาณที่คุณมี…

และหากคุณเป็นคนที่อยาก รุกตลาดจีน UpLevelGoal เราจะช่วยคุณในการทำการตลาดในประเทศจีน ด้วยการลงโฆษณาที่ BaiDu ซึ่งเป็น Search Engine อันดับ 1 ของจีน และครอบคลุมการใช้งานของคนจีน เกือบ 90% ทั้ง baidu map, du browser และเว็บไซต์พันธมิตรของจีน ฯลฯ ซึ่งแน่นอนว่า ทำการค้ากับจีน ประเทศเดียว ก็สามารถทำกำไรได้อย่างมหาศาลแล้ว เพราะคนจีนมีประชากรมากถึง 1,400 ล้านคนกันเลยทีเดียว..

อย่าลังเลในการตัดสินใจ เริ่มรุกตลาดจีนก่อนใครวันนี้ กับ BaiDu และ UpLevelGoal

ติดต่อได้ที่ ajgoople@gmail.com

Google Display Network คืออะไร

Google Display Network คืออะไร ?
Google Display Network หรือ Google Content Network หรือ Google Placement คือ การลงโฆษณาในรูปแบบของ Pay Per Click หรือการเสียค่าใช้จ่ายเมื่อมีการคลิก ซึ่งอาจจะดูคล้ายกับ Google Adwords เพียงแต่ต่างกันตรงที่ตำแหน่งในการแสดงผล ถ้าเป็นของ Google Placement จะปรากฎโฆษณาบนเว็บไซต์ที่เป็นพันธมิตรกับทาง Google โดยสามารถแสดงผลการโฆษณาทั้งในรูปแบบ ตัวอักษร หรือรูปภาพ ตามการรองรับของเว็บไซต์นั้น ๆ ในขณะที่ทาง Google Adwords จะปรากฎผลการโฆษณาบน www.google.com เพียงเว็บไซต์เดียว


ประโยชน์ในการลงโฆษณา Google Display Network

           สร้างแบรนด์ให้เป็นที่จดจำ โดยวิธีการสร้างแบรนด์ด้วยกูเกิล เครื่องมือยอดฮิตที่จะทำให้การสร้างแบรนด์ของคุณเป็นไปแบบประหยัดค่าใช้จ่าย เป็นที่จดจำ และทั่วถึง หากมีการลงโฆษณาเฉพาะในส่วนที่เป็นการค้นหา (Search) เพียงเท่านั้น จะไม่สามารถสร้าง brand ให้ลูกค้ารู้จักได้ดีเท่ากับการลงโฆษณาในลักษณะ Content Network ซึ่งการลงโฆษณาในลักษณะของ Content Network ทำให้ครอบคลุมวงจรการซื้อได้มากกว่า

แต่ปัจจุบัน เราสามารถนำโฆษณาของเราไปติดในเว็บไซต์ต่างๆ ได้ โดยคิดค่าใช้จ่ายเป็นแบบ Cost Per Impression (CPM) หรือ Cost Per Click (CPC) ก็ได้ ซึ่งเป็นราคาที่เราสามารถควบคุมค่าใช้จ่ายได้ด้วยตัวเราเอง ความสามารถนี้เราเรียกว่าการทำ Google Content Network หรือ Google Display Network หรือ Google Placement ซึ่งเป็น function ตัวหนึ่งซึ่งอยู่ภายในวิธีการลงโฆษณาของ Google AdWords โดยเราสามารถเลือกได้ว่า จะเปิดใช้งาน function ของ Google Content Network นี้หรือไม่? ซึ่งเราสามารถเลือกได้ว่า เราจะนำโฆษณาของเราไปปรากฏในเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาในเรื่องแบบใดบ้าง


ตัวอย่าง 

Google Content Network หรือ Google Display Network หรือ Google Placement
001002

 

ภาพที่ 1 เว็บไซต์  : www.beauty.spokedark.tv  

ภาพที่ 2 เว็บไซต์  : www.teenee.com

 

รูปแบบในการปรากฎโฆษณา แบ่งออกเป็น 2 แบบ

1.โฆษณาแบบ Text โฆษณาแบบข้อความ เนื่องจากเว็บไซต์พันธมิตรบางเว็บไซต์รองรับเฉพาะ Text Ads ซึ่งสามารถเลือกให้ลงโฆษณาแบบ Text ได้ ดังภาพตัวอย่าง โดยสามารถใส่ข้อความได้ 3 บรรทัด ดังนี้

1. Headline หรือ พาดหัว: สามารถใส่ข้อความได้ 25 อักขระ [รวมการเว้นวรรค]
2. บรรทัดคำอธิบาย 1 : สามารถใส่ข้อความได้บรรทัดละ 35 อักขระ [รวมการเว้นวรรค]
3. บรรทัดคำอธิบาย 2 : สามารถใส่ข้อความได้บรรทัดละ 35 อักขระ [รวมการเว้นวรรค]

002

2. โฆษณาแบบรูปภาพ โฆษณาแบบรูปภาพนี้ จะขึ้นอยู่กับว่า เว็บไซต์พันธมิตรนั้นๆ สามารถรองรับไฟล์ขนาดใดได้บ้าง เราจึงต้องเตรียมไฟล์รูปภาพที่ปรับขนาดและรูปแบบอย่างเหมาะสม ข้อกำหนดด้านขนาดและรูปแบบขึ้นอยู่กับเว็บไซต์ที่เราต้องการให้แสดงโฆษณา ยกตัวอย่างขนาดที่ทาง Google รองรับ

รูปแบบไฟล์ที่ยอมรับ: .GIF, .JPG, .JPEG, .PNG, .SWF
ขีดจำกัดขนาดไฟล์: ไม่เกิน 150 KB ทุกไฟล์
ขนาดโฆษณาที่รองรับ: 300 x 600 250 x 250 120 x 600 160 x 600 เป็นต้น

1

ภาพที่  4  ตัวอย่างโฆษณาแบบรูปภาพขนาด 300x600  บนเว็บไซต์  www.teenee.com

การเลือกเว็บไซต์พันธมิตรของ Google ในการขึ้นโฆษณาให้เหมาะกับธุรกิจของเรา

1. กำหนดเป้าหมายตามบริบท : เสาะหาตำแหน่งที่ดีที่สุดบนเครือข่ายดิสเพลย์ของ Google ที่จะแสดงโฆษณาของคุณ ซึ่งสามารถช่วยแสดงโฆษณาของคุณต่อผู้ชมที่สนใจธุรกิจของคุณ และมีความเป็นไปได้สูงที่จะเพิ่มยอดคลิกและยอดขายของคุณได้

2. เลือกไซต์หรือหน้าเว็บที่เฉพาะเจาะจง : แสดงสารบนเว็บไซต์ที่คุณคิดว่าตรงที่สุดกับธุรกิจของคุณโดยใช้การกำหนดเป้าหมายจากตำแหน่ง เมื่อคุณเพิ่มตำแหน่งที่จัดการแล้ว คุณจะแสดงโฆษณาบนหน้าเว็บ, วิดีโอออนไลน์, เกม, ฟีด RSS ตลอดจนไซต์และแอปบนอุปกรณ์เคลื่อนที่ที่คุณเลือกได้ หรือแม้แต่จะบล็อกโฆษณาจากไซต์ที่คุณไม่คิดว่าเกี่ยวข้องก็ย่อมได้


ตัวอย่างเว็บไซต์ที่เป็นพันธมิตรของ Google
แยกเว็บไซต์ตามหมวดหมู่เพื่อเจาะจงกลุ่มเป้าหมายในการลงโฆษณาของธุรกิจเราให้แคบลง เพื่อให้ลูกค้าที่สนใจเรื่องที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของเราเห็นและจดจำแบรนด์สินค้าของเราได้ ยกตัวอย่างเว็บไซต์ตามหมวดหมู่ได้ดังนี้

หมวดหมู่ Community

003

 หมวดหมู่ข่าว

2

 

หมวดหมู่กีฬา

3

 

หมวดหมู่ท่องเที่ยว

5

หมวดหมู่รถยนต์

6

หมวดหมู่ผู้หญิง

7

 

หมวดหมู่สุขภาพ

8

 

Search Engine Marketing มีความสำคัญอย่างไร ?

การทำ Search Engine Marketing มีความสำคัญอย่างไร ?


ถ้าเราคิดที่จะหาอะไรสักอย่าง อย่างแรกเราคงต้องนึกถึง Web Search Marketing หรือ เครื่องมือค้นหาข้อมูลบนอินเทอร์เน็ต ลูกค้าก็เช่นเดียวกัน หากต้องการจะค้นหาสินค้าหรือบริการอะไรสักอย่างคงต้อง นึกถึง Web Search Engine หรือ เครื่องมือค้นหาข้อมูลบนอินเทอร์เน็ตและเราคงปฏิเสธไม่ได้ว่า Web Search Engine ที่แบบที่นิยมในการใช้งานของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทั่วโลกอันดับแรกคือ Google.com นั่นเอง อาจเพราะ Google ค้นหาข้อมูลได้รวดเร็วตรงใจภายในระยะเวลาการค้นหาเพียงไม่กี่เสี้ยววินาที ผลลัพธ์ที่ต้องการค้นหา จะปรากฏแสดงบนหน้าจอ
การทำ Search Engine Marketing ถือเป็นสุดยอดวิธีการโปรโมทเว็บไซต์ได้อย่างดีที่ไม่ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าถูกโฆษณาแม้แต่น้อย จากพฤติกรรมการใช้ Internet ในปัจจุบัน ที่กว่า 80 % ของผู้ใช้นิยมค้นหาข้อมูลสินค้าและบริการต่าง ๆ ผ่านทาง Search Engine ทำให้การโปรโมทเว็บไซต์ผ่าน Search Engine เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างตรงไปตรงมาและมีประสิทธิภาพมากที่สุด เมื่อเทียบกับสื่อโฆษณาอื่นๆ อย่าง banner, email หรือสื่อหลักๆ อย่างวิทยุ หรือโทรทัศน์